ศูนย์การฝึกนักศึกษาวิชาทหาร มณฑลทหารบกที่42

    เข้าระบบ    
ชื่อเรียก

รหัสผ่าน

สมัครสมาชิก
ลืมรหัสผ่าน ?.

    แบบสำรวจ    
ท่านเห็นว่าสถานที่ฝึกภาคสนามปีนี้มีความเหมาะสมหรือไม่
เหมาะสมแล้ว
ควรเปลี่ยนสถานที่ฝึกภาคสนามใหม่

    สุ่มอัลบั้มภาพ    


ประมวลภาพการรับสมัคร นศท. ชั้นปีที่ 1 จ.สงขลา ประจำปีการศึกษา 2561

    นาฬิกา    

    สมาชิกขณะนี้    
บุคคลทั่วไป: 1
ไม่มีสมาชิกขณะนี้

สมาชิกทั้งหมด: 1,023
สมาชิกล่าสุด: Sunxuemei

เรื่อง ข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับประเทศพม่า

 

ที่มา   http://ทัวร์พม่า.com/myanmar.html

     

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สาธารณรัฐสังคมนิยมแห่งสหภาพพม่า (Socialist Republic of the Union of Myanmar)

ที่ตั้ง : สหภาพพม่าตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่างละติจูดที่ 10 องศาเหนือและ ๒๖-๓๑ องศาเหนือ ลองติจูดที่ ๙๒ องศาตะวันออก และ ๑๐๑ องศาตะวันออก และมีชายฝั่งทะเลยาว ๑,๙๓๐ กิโลเมตร 
ทิศเหนือ ติดกับจีน 
ทิศตะวันออก ติดกับจีน ลาว และไทย 
ทิศใต้ ติดกับอ่าวเบงกอล และทะเลอันดามัน 
ทิศตะวันตก ติดกับอ่าวเบงกอล อินเดีย และบังคลาเทศ

  
สหภาพพม่า (Union of Myanmar; ) เป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีลักษณะพิเศษคือ เป็นเพียงประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีพรมแดนทางแผ่นดินติดต่อกับสองประเทศ ซึ่งเป็นแหล่งอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ของโลก ได้แก่ จีน และอินเดีย แต่เดิมชาวตะวันตกเรียกประเทศนี้ว่า Burma จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๒ พม่าได้เปลี่ยนชื่อประเทศเป็น Myanmar ชื่อใหม่นี้เป็นที่ยอมรับจากองค์การสหประชาชาติ แต่บางชาติ เช่น สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ไม่ยอมรับการเปลี่ยนชื่อนี้ เนื่องจากไม่ยอมรับรัฐบาลทหารที่เป็นผู้เปลี่ยนชื่อ ปัจจุบันหลายคนใช้คำว่า Myanmar ซึ่งมาจากชื่อประเทศในภาษาพม่าว่า Myanma Naingngandawไม่ว่าจะมีความเห็นเกี่ยวกับรัฐบาลทหารอย่างไรก็ตาม คำว่าเมียนมาร์ เป็นการทับศัพท์มาจากภาษาอังกฤษว่าMyanmar แต่ความจริงแล้ว ชาวพม่าเรียกชื่อประเทศตนเองว่า มยะหม่า

เมืองหลวงแห่งใหม่ของพม่าเมืองเนปิดอ (Naypyidawเป็นเมืองหลวงใหม่ตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศ อยู่ห่างจากกรุงย่างกุ้งไปทางตอนเหนือราว ๓๒๐ กม.

เมืองสำคัญของพม่า
ย่างกุ้ง เมืองหลวงเก่าของประเทศ และเป็นเมืองศูนย์กลางการคมนาคม
มัณฑะเลย์ ศูนย์กลางธุรกิจการค้าในประเทศทางตอนบน
เมียวดี เมืองค้าขายสินค้าชายแดนกับไทย ตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก
ท่าขี้เหล็ก เมืองค้าขายสินค้าชายแดนกับไทย ตรงข้าม อ.แม่สาย จ.เชียงราย
เกาะสอง เมืองค้าขายสินค้าชายแดนกับไทย ตรงข้าม จ. ระนอง
มูเซ เมืองค้าขายสินค้าชายแดนกับจีน ตรงข้ามเมืองลุยลี่

 

การย้ายเมืองหลวง
    
เมื่อวันที่ ๖ พ.ย. ๒๕๔๘ รัฐบาลพม่าได้เริ่มย้ายที่ทำการของ กระทรวงต่างๆ รวม ๙ กระทรวง(จากกระทรวงและหน่วยงานระดับ กระทรวงทั้งหมด ๓๒ กระทรวง) ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงไปรษณีย์และโทรคมนาคม กระทรวงสารนิเทศ กระทรวงโรงแรมและการท่องเที่ยว กระทรวงพลังงาน กระทรวงการวางแผนและพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ และกระทรวงการพัฒนาพื้นที่ชายแดน ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงย่างกุ้ง (เมืองหลวงของพม่าตั้งแต่พม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี ๒๔๙๑ไปยังพื้นที่ใกล้เมืองปินมะนา (Pyinmanaซึ่งอยู่ห่างจากกรุงย่างกุ้งไปทางตอนเหนือราว ๓๒๐ กม. และเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๔๙ พม่าได้ตั้งชื่อเมืองหลวงใหม่อย่างเป็นทางการว่า “เนปิดอ (Naypyidaw)” ซึ่งมีความหมายว่า “ราชธานี (Royal City)” ทั้งนี้การย้ายเมืองหลวงของพม่าในครั้งนี้ รัฐบาลพม่าได้ให้เหตุผลว่า เนื่องจากเมืองหลวงใหม่ตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศทำให้สามารถเดินทางเข้าถึงทุกพื้นที่ของประเทศได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว รวมทั้งมีภูมิประเทศที่เหมาะต่อการพัฒนาเป็นศูนย์กลางด้านการขนส่งและการสื่อสาร (Transportation and Communication Hub)

     
บางกระแสก็ว่า พล.อ.อาวุโส ตัน ฉ่วย ประมุขของประเทศพม่า เชื่อในคำทำนายของนักโหราศาสตร์ที่ว่าอายุของกรุงย่างกุ้งใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว หากไม่ย้ายเมืองหลวงจะเกิดเหตุการณ์นองเลือดครั้งใหญ่ ขณะที่นักวิเคราะห์และสื่อมวลชนในต่างประเทศหลายสำนักต่างให้ความเห็นว่า การที่เมืองเนปิดอตั้งอยู่ในแนวเทือกเขาและป่าทึบ รวมทั้งอยู่ไกลจากชายฝั่งทะเล ทำให้มีภูมิประเทศเหมาะต่อการเป็นฐานบัญชาการเพื่อป้องกันการถูกโจมตีจากภายนอก(กรุงย่างกุ้งตั้งอยู่ตามแนวลำน้ำ และไม่ห่างจากชายฝั่งทะเลนัก ทำให้ง่ายต่อการถูกโจมตีทางเรือได้) โดยคาดการณ์กันว่ารัฐบาลพม่าอาจเกรงว่าจะถูกสหรัฐฯ เข้าโจมตีเหมือนอย่างที่เคยโจมตีอิรักมาแล้วในปี ๒๕๔๖ เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้แสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลพม่า และความล่าช้าในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยในพม่ามาโดยตลอด ประกอบกับทำเลที่ตั้งของเมืองเนปิดอ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับบริเวณรัฐฉาน (Shan State) รัฐคะยา (Kayah State) รัฐชิน (Chin State) และรัฐกะเหรี่ยง (Karen State) ทำให้ง่ายต่อการที่รัฐบาลพม่าจะควบคุมอำนาจการปกครองเหนือชนกลุ่มน้อยในรัฐเหล่านี้ในอนาคต

ศาสนาส่วนใหญ่ชาวพม่านับถือศาสนาพุทธ ๙๐ศาสนาคริสต์ ๔ศาสนาอิสลาม ๓ศาสนาฮินดู ๐.%นับถือผีไสยศาสตร์ ๒.%

ภาษาร้อยละ ๘๕ ใช้ภาษาพม่า นอกนั้นร้อยละ ๑๕ พูดภาษากระเหรี่ยง มอญ จีนกลาง ภาษาราชการคือภาษาพม่า

 

 

*******************

 

 

กองทัพกับการก้าวสู่ความเป็น “ประชาคมอาเซียน”

ที่มา ศนิโรจน์   ธรรมยศ, นิตยสารท็อปกัน ฉบับเดือนมิถุนายน ๒๕๕๕ 

      มาถึงวันนี้คงมีน้อยคนที่ยังไม่ทราบว่าประเทศไทยของเรากำลังจะก้าวไปสู่ความเป็นประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ในปี พ.ศ.๒๕๕๘ หรือ ค.ศ.๒๐๑๕ เพราะเรื่องนี้กำลังเป็นเรื่องใหญ่และใกล้ตัวอย่างมาก   การรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียนจะมีผลกระทบต่อคนไทยและประชากรอาเซียนทุกเพศทุกวัย อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ เช่น หลักสูตรการเรียนการสอนของไทยก็จะต้องมีการปรับตัวเป็นหลักสูตรเพื่อรองรับความเป็นอาเซียน  ไม่ว่าจะเป็นการใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น, การใช้หลักสูตรที่มีความเป็นสากล มีมาตรฐาน ลูกหลานของเราจะมีเพื่อนฝูงที่เป็นนักเรียนจากประเทศอาเซียนเข้ามาร่วมเรียนในโรงเรียนเดียวกัน   หรือนักเรียนไทยอาจจะไปเรียนต่อมัธยมต้น มัธยมปลาย หรือมหาวิทยาลัยในสิงคโปร์, ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย หรือประเทศอาเซียนอื่นๆ ได้อย่างสะดวก   ถนนหนทางจะแปรเปลี่ยนไปเป็นเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างประเทศอาเซียนด้วยกัน   เราจะเห็นรถติดป้ายทะเบียนอินโดนีเซีย, สิงคโปร์,มาเลเซีย, ลาว, พม่า,เวียดนาม, กัมพูชา เข้ามาวิ่งขวักไขว่บนท้องถนนในบ้านเรา   ในขณะเดียวกันเส้นเขตแดนที่ลากแบ่งระหว่างชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านก็กำลังจะละลายจางหายไปพร้อมๆ กับการเดินทางข้ามประเทศอย่างเสรีของผู้คนในกลุ่มประเทศอาเซียนดังที่ได้กล่าวมาในข้างต้น  ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า   รวดเร็วจนเราตามไม่ทัน   และเร็วจน รศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข จากภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า มันจะเร็วจนแทบไม่ต้องพูดถึงการรวมตัวของอาเซียนแล้ว แต่ควรจะเป็นการพูดถึง “โลกภายหลังการรวมประชาคมอาเซียน” (Post ASEAN Community) มากกว่า

 

                                     

 

       “ประชาคมอาเซียน” จะเป็นการรวมตัวของประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งสิบประเทศเข้าเป็นหนึ่งเดียว หรือประชาคมเดียว   แม้จะยังไม่อาจเทียบได้กับสหภาพยุโรป (European Union) ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าอาเซียนมากนัก และกลายเป็นสหภาพที่อยู่ “เหนือชาติ” (Supranational trait) เกือบจะสมบูรณ์แล้ว แต่ประชาคมอาเซียน ก็มีแนวทางที่คล้ายคลึงกับสหภาพยุโรป คือ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสันติภาพ สันติสุข และความมั่นคงในภูมิภาค เพื่อให้ดินแดนแห่งนี้เป็นดินแดนแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีกลไกทางสันติวิธีในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ดังจะเห็นได้จากกรณีความขัดแย้งบริเวณพื้นที่ปราสาทพระวิหารระหว่างไทยและกัมพูชาที่อาเซียนพยายามใช้แนวทางสันติในการแก้ปัญหา   รวมทั้งไทยและกัมพูชาเองต่างก็ยืนยันตรงกันว่าข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการลงทุนของทั้งสองประเทศ

 

    ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งด้านความมั่นคงในภูมิภาคอาเซียนจะไม่ถูกนำไปผูกโยงกับความสัมพันธ์ด้านอื่นๆ แต่ในทางกลับกันความสัมพันธ์ด้านอื่นๆ เช่น ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจและสังคมกลับจะเป็นสิ่งเชื่อมโยงและนำมาซึ่งข้อยุติของความขัดแย้งด้านความมั่นคงอย่างสันติวิธี   ทั้งนี้เพราะการรวมประชาคมอาเซียนนั้นประเทศสมาชิกจะต้องมีพันธะสัญญาร่วมกัน ในการมีกฎเกณฑ์และค่านิยมที่เหมือนกัน จะมาทำตนแปลกแยก โดดเด่นไม่เหมือนใคร ดังเช่นที่อังกฤษเคยประกาศไม่ยอมเข้าร่วมใช้เงินสกุลยูโรของสหภาพยุโรปไม่ได้ เพราะกฎเกณฑ์ของประชาคมอาเซียนต่างจากสหภาพยุโรป

 

     

     ความสำคัญของประชาคมอาเซียนก็คือ ประชาคมนี้จะเป็นการรวมกิจกรรม หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนในด้านต่างๆ ทั้งสามด้าน คือ ด้านการเมืองและการทหาร, ด้านเศรษฐกิจ, ด้านสังคมและวัฒนธรรม   หรือที่เรียกกันว่า“สามเสาหลัก” (Pillars) เข้าด้วยกัน   ส่งผลให้ประชาคมอาเซียนเป็นประชาคมที่ประกอบด้วย

 

๑.      ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political – Security Community – APSC)

 

๒.      ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community – AEC)

 

๓.      ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Social – Cultural Community – ASCC) 

 ในห้วงเวลาที่ผ่านมามีเรื่องที่กังวลอย่างยิ่งก็คือ ผลจากการวัดค่าความรู้ของประชากรในอาเซียนเกี่ยวกับการรวมตัวเป็นประชาคมนั้น ประเทศไทยเราถูกจัดอยู่ในอันดับรั้งท้าย กล่าวง่ายๆ ก็คือ นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการตลอดจนประชาชนคนไทย รับรู้และเตรียมการเข้าสู่ความเป็นประชาคมอาเซียนน้อยมาก   ส่วนประเทศที่มีการเตรียมการสูงเป็นอันดับหนึ่ง คือ ลาว ซึ่งปัจจุบันมีความพร้อมอย่างมากและนำหน้าไทยไปหลายก้าว   ทั้งการเตรียมคน   การสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชากร   


ศูนย์การฝึกนักศึกษาวิชาทหาร มทบ.42 ค่ายพระปกเกล้า ถ.สงขลา-นาทวี
เลขที่ 187 หมู่5 ต.เขารูปช้าง อ.เมืองสงขลา จ.สงขลา  90000
โทรสาร 074-336-045 และ 074-336-047


8764248 ผู้เข้าเยี่ยมชม iWebPack